เสียไม่ได้ ใหญ่คับถิ่น : ศิลปะของการ “ต่อ” หรือ “เท” แข้งตัวเทพที่เริ่มเข้าสู่ขาลง

หนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดของทุกสโมสรฟุตบอล ไม่ได้อยู่แค่การซื้อใครเข้ามาเพิ่ม แต่มักเป็นการตัดสินใจที่ “เจ็บกว่า” นั่นคือการเลือกระหว่าง ต่อ หรือ ปล่อย นักเตะระดับตัวเทพที่กำลังเดินเข้าสู่ปลายอาชีพ

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลในสนาม แต่มันคือการเลือก “อนาคตระยะยาว” โดยมี “ความรู้สึกระยะสั้น” แทรกอยู่ตลอดเวลา ทั้งความผูกพัน ผลงานเก่า เสียงแฟนบอล ไปจนถึงอิทธิพลในห้องแต่งตัวของนักเตะคนนั้น ๆ

และบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้สโมสรที่ “เสียไม่ได้” กลับกลายเป็นฝ่ายที่เล็กลงต่ออำนาจของซูเปอร์สตาร์ในทีม โดยไม่รู้ตัว

 

เพราะ “ขาลง” ไม่ได้มีไฟสัญญาณเตือน

 

เพราะ “ขาลง” ไม่ได้มีไฟสัญญาณเตือน

คำว่า “ขาลง” ของนักฟุตบอลแทบไม่เคยมาในรูปแบบหักมุมทันที แต่มันคือการเสื่อมลงทีละน้อย จนคุณอาจไม่ทันสังเกต กระทั่งปัจจัยหลายอย่างมาชนกันในจุดเดียว วันนั้นนักเตะที่เพิ่งยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว อาจกลายเป็นคนละคนในปีถัดมาได้เลย และฟุตบอลมีตัวอย่างลักษณะนี้ให้เห็นไม่จบไม่สิ้น

ปัญหาคือ กว่าทีมจะรู้ตัว เวลามักผ่านไปแล้วหนึ่งฤดูกาลหรือมากกว่านั้น และเมื่อเสื่อมลงแบบไม่มีสัญญาณชัด สโมสรจึงถูกบีบให้ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่—จะต่อสัญญาก้อนโตเพื่อรักษาคนสำคัญไว้ หรือทำสิ่งที่ยากสำหรับทุกฝ่าย นั่นคือปล่อยให้สัญญาหมดและแยกทางกันไปแบบฟรี ๆ

เพราะ “ขาลง” ไม่เคยมีมาตรฐานตายตัว การจัดการจึงขึ้นอยู่กับสโมสรและโค้ชแต่ละคน ว่าจะเลือกวิธีที่คิดว่าเสี่ยงน้อยที่สุดอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ หลายสโมสรในอดีตจึงเคยใช้ “กฎเหล็ก” กับผู้เล่นอายุเกิน 30 ปี เพราะเชื่อว่าอายุไม่เคยโกหกใคร ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงในการดร็อปก็ยิ่งสูง เช่น อาร์เซน่อลยุคอาร์แซน เวนเกอร์ ที่มักไม่ยื่นสัญญาระยะยาวให้ผู้เล่นวัย 30+ แต่ใช้สัญญาปีต่อปีเพื่อลดความเสี่ยงจากฟอร์มที่คาดเดายาก

กรณีคลาสสิกคือ เดนนิส เบิร์กแคมป์ นักเตะที่ต้อง “ลุ้น” ต่อสัญญาปีต่อปีอยู่หลายครั้ง แม้ยังเล่นดีเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายเขายังรักษามาตรฐานได้จนถึงอายุ 35 ปี และแยกทางกันอย่างสวยงามด้วยการแขวนสตั๊ดในปี 2006 เพราะทั้งนักเตะและสโมสรสื่อสารกันรู้เรื่อง ยอมรับเงื่อนไขร่วมกันได้

ความยากจริง ๆ อยู่ตรงนี้—เมื่อ “เดอะ แบก” เพิ่งพาทีมไปถึงแชมเปี้ยนส์ลีก รอบลึก หรือเพิ่งยิงเป็นกอบเป็นกำในซีซั่นล่าสุด ต่อให้เขาอายุ 34–35 ปี การไม่ต่อสัญญาก็ดูเหมือนการบอกลาแบบไร้น้ำใจในสายตาคนจำนวนมาก

 

จากเบิร์กแคมป์…สู่เคสที่ซับซ้อนกว่าอย่าง “ซาลาห์”

ถ้าเปรียบกับสถานการณ์ที่ลิเวอร์พูลกำลังเจอในเคสของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ความซับซ้อนต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะซาลาห์คือเบอร์หนึ่งของทีมมาโดยตลอด และมีน้ำหนักทางอำนาจในทีมสูงกว่ากรณีของเบิร์กแคมป์ในวันที่อาร์เซน่อลมีเธียร์รี่ อองรี เป็นแกนหลักที่เด่นกว่า

ลิเวอร์พูลเคยยอมซาลาห์มาแล้วสองครั้งในดีลค่าเหนื่อยระดับสถิติสโมสร ครั้งแรกปี 2022 ที่แตะ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะซาลาห์ยังรักษาฟอร์ม พาทีมกลับไปถึงความสำเร็จระดับใหญ่ได้

แต่ในสัญญาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นปลายฤดูกาล 2024-25 ซาลาห์ในวัยย่าง 33 ปี เรียกค่าเหนื่อยขึ้นไปถึง 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ พร้อมสัญญา 2 ปี ท่ามกลางความยินดีของแฟนบอล

กระนั้น เวลาผ่านไปไม่นาน ประเด็นนี้กลับถูกหยิบมาถกอีกครั้ง เพราะฟอร์มเริ่มมีคำถาม และที่หนักกว่านั้นคือ “ระเบิดลูกล่าสุด” จากการให้สัมภาษณ์ที่เหมือนบอกใบ้ว่า ความตึงเครียดและรอยร้าวในแอนฟิลด์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

 

เดอะ แบก ก็มีหัวใจ…และอำนาจ

กลุ่มนักเตะประเภท “เดอะ แบก” หรือแข้งเบอร์หนึ่งของทีม คือกลุ่มที่สโมสรตัดสินใจยากที่สุดเวลาต่อสัญญา เพราะมีเหตุผลทับซ้อนหลายชั้น

ฟอร์มเก่ามักถูกหยิบเป็นหลักฐาน ค่าเหนื่อยมักพุ่งตามสถานะ ความรักของแฟนบอลทำให้คนตั้งคำถามได้ยาก และบางคนมีอิทธิพลในห้องแต่งตัวจนโค้ชใหม่แตะต้องลำบาก

การหาทางออกในช่วงสัญญาใหม่ของนักเตะกลุ่มนี้จึงซับซ้อนเป็นพิเศษ และประวัติศาสตร์ฟุตบอลก็มีทั้งเคสที่ “คุ้มสุด ๆ” และ “พังทั้งระบบ”

ฝั่งที่ต่อสัญญาแล้วคุ้ม เช่น ลูก้า โมดริช กับเรอัล มาดริด ที่ต่อสัญญาเรื่อยมาตั้งแต่อายุ 34 จนถึง 39 แล้วยังรักษามาตรฐานสูง หรืออย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กับเอซี มิลาน และ ติอาโก้ ซิลวา กับเชลซี ที่ตอบแทนสัญญาด้วยผลงานทั้งในและนอกสนาม

แต่ฝั่งที่ต่อแล้วพัง ก็มีไม่น้อย เช่น โอบาเมยอง กับอาร์เซน่อล ที่ได้สัญญาก้อนโตสุดในทีมแล้วฟอร์มตกทันที สุดท้ายถึงขั้นต้องยกเลิกสัญญา หรือกรณี ปอล ป็อกบา ที่แม้ยังไม่แก่ แต่หลังแมนฯ ยูไนเต็ดใช้ออปชั่นขยายสัญญาในปี 2021 ก็เกิดเรื่องราวตามมามากมายก่อนหมดสัญญาในปี 2022

และเมื่อค่าเหนื่อยสูงขึ้น การ “โละ” ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครอยากรับภาระเงินระดับนั้นต่อ ทำให้บางครั้งมันกลายเป็นการวัดกันตรง ๆ ว่า โค้ช หรือ นักเตะ ใคร “ใหญ่” กว่ากัน หรือใครที่บอร์ดเชื่อมากกว่ากัน

อิทธิพลของเดอะ แบก ยังเห็นได้ในยุคปัจจุบัน เช่นกรณี เทน ฮาก กับโรนัลโด้ ที่จบลงด้วยการแตกหัก เมื่อผู้เล่นแสดงความไม่เคารพคำสั่งจนเรื่องบานปลาย และส่งผลให้ภาพของโรนัลโด้ในสายตาแฟนบอลยูไนเต็ดเกิดเสียงแตกจากที่เคย “รักเต็มร้อย”

หลายครั้ง การต่อสัญญาที่ผิดพลาดจึงไม่ใช่แค่การทะเลาะของคนสองคน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทีมเดินหน้าเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ไม่ได้อย่างจริงจัง

 

ไม่มีใครใหญ่เกินทีม…แต่ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

หัวใจของทางออก คือ “การสื่อสาร” และการตกลงร่วมกันให้เสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งกรณีของเบิร์กแคมป์เป็นตัวอย่างชัดว่า นักเตะยอมรับเงื่อนไข เข้าใจข้อจำกัดของอายุ และมองว่าสัญญาระยะสั้นช่วยให้ทั้งสองฝ่ายประเมินกันใหม่ได้ทุกปี

ท้ายที่สุด สโมสรต้องเลือกระหว่าง “หัวใจ” กับ “อนาคต” ซึ่งไม่มีทางไหนไร้ผลข้างเคียง

ถ้าสโมสรเลือก “ไม้แข็ง” และตัดใจเท ข้อดีคือ ลดค่าเหนื่อยก้อนโต เปิดทางให้ผู้เล่นใหม่หรือดาวรุ่งที่สดกว่า ทำให้โค้ชคุมห้องแต่งตัวง่ายขึ้น และส่งสัญญาณชัดว่า โครงสร้างอำนาจอยู่ที่ทีม ไม่ใช่นักเตะคนใดคนหนึ่ง

แต่ข้อเสียก็หนักไม่แพ้กัน—อาจถูกแฟนบอลบางส่วนต่อต้าน ความสัมพันธ์กับตำนานอาจพังถาวร เสี่ยงโดนย้อนศรหากนักเตะไปที่อื่นแล้วยังยิงระเบิด รวมถึงการสูญเสียประสบการณ์และผู้นำในสนาม และที่สำคัญ คุณไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่า “การเท” ครั้งนั้นจะให้ผลบวกหรือผลลบมากกว่ากัน

นี่จึงนำไปสู่คำถามว่า วิธีที่ดีที่สุดคืออะไร?
ราล์ฟ รังนิก เคยเล่าว่า ฟุตบอลยุคใหม่ให้คำตอบชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “สัญญาที่ยืดหยุ่น” คือกุญแจ เช่น ต่อแบบ 1+1 ปี ลดค่าเหนื่อยในสัญญาใหม่ หรือคงค่าเหนื่อยแต่เพิ่มโบนัสตามผลงาน

และที่สำคัญที่สุดคือ การตกลงกับ “คนใช้งาน” อย่างเฮดโค้ชให้ชัด ว่าหลังเซ็นสัญญาใหม่ ทีมจะใช้เดอะ แบก มากแค่ไหน รวมถึงการคุยเรื่อง “บทบาทใหม่” เช่น จากที่ต้องเล่นทุกนัด เปลี่ยนเป็นพี่เลี้ยง หรือเป็นกำลังเสริมในระบบโรเตชัน

ถ้าบอร์ดและโค้ชตัดสินใจสอดคล้องกัน ผลที่ตามมามักเป็นบวก—สโมสรไม่ต้องแบกความเสี่ยงการเงินเกินจำเป็น ห้องแต่งตัวสงบ และแฟนบอลทำความเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

 

ศิลปะของการ “เท” คือการบริหารมนุษย์ ไม่ใช่แค่บริหารนักเตะ

ศิลปะของการปล่อยนักเตะตัวเทพที่เริ่มขาลง ไม่ใช่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของมนุษย์ที่ผูกพันกันมาหลายปี เรื่องอำนาจในทีม ความคาดหวังของแฟนบอล และการตัดสินใจเพื่ออนาคตของสโมสร

ทีมที่ยืนระยะได้ในยุคนี้ ไม่ใช่ทีมที่ “ใจแข็ง” หรือ “ใจอ่อน” แบบสุดโต่ง แต่คือทีมที่รู้ว่า ควรใจอ่อนเมื่อไร และควรใจแข็งเมื่อไร

เพราะท้ายที่สุด…ไม่มีใครใหญ่กว่าสโมสร
แต่ก็ไม่มีใครควรถูกปฏิบัติแบบไร้หัวใจเช่นกัน

บทสรุป

การต่อหรือเท “เดอะ แบก” คือการตัดสินใจที่ต้องชั่งระหว่างหัวใจกับอนาคต เพราะขาลงมาแบบค่อยเป็นค่อยไปและประเมินยาก สโมสรจึงต้องใช้สัญญายืดหยุ่น วางบทบาทใหม่ให้ชัด และคุยกับโค้ช–นักเตะให้ตรงกัน เพื่อให้ทีมเดินต่อได้โดยไม่เสียทั้งผลงานและความสัมพันธ์ — และสำหรับแฟนบอลที่ตามข่าวเพื่อวิเคราะห์ก่อนเกมหรือจัดบิลให้แม่นขึ้น UFA777 และ UFA777 เว็บแทงบอล ก็เป็นอีกตัวเลือกที่หลายคนใช้ในการเช็กราคาและดูตลาดเดิมพันก่อนตัดสินใจ

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.skysports.com/football/news/2265983/bergkamp-set-for-contract-talks
https://www.siamsport.co.th/football-international/premierleague/78617/
https://www.skysports.com/football/news/11095/13480362/mohamed-salah-plunges-liverpool-future-into-doubt-by-saying-arne-slot-relationship-has-broken-down-ahead-of-transfer-window
https://www.bbc.com/sport/football/63345292
https://www.theguardian.com/football/2019/oct/17/ralf-rangnick-interview-sporting-director-manchester-united
https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/ralf-rangnick-rb-leipzig-players-follow-if-they-feel-you-make-them-better-4471